กล้องวงจรปิด

รูปภาพของฉัน
บริการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง รับประกันผลงานตลอดอายุการใช้งาน กล้องวงจรปิด รั้วไฟฟ้า สัญญาณกันขโมย สอบถามได้ที่ Line ID : @CctvBangkok.com

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

IP CAMERA (กล้องวงจรปิด)

กล้อง cctv ip

แอพพลิเคชันเลเยอร์ ทำหน้าที่เชื่อมต่อและให้บริการโดยตรงกับแอพพลิเคชันโพรเซสของผู้ใช้ โดยทั่วไปแอพพลิเคชันเลเยอร์จะมีฟังก์ชันเกี่ยวกับการเข้าและถอดรหัส และการบีบอัดข้อมูล 

 การสร้างคอนเน็กชันระหว่างแอพพลิเคชันที่สื่อสารกันในระดับนี้ส่วนใหญ่จะให้บริการแอพพลิเคชันของผู้ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน และต้องตกลงเกี่ยวกับรูปแบบของข้อมูลที่จะแลกเปลี่ยน

Domain Name System (DNS) ทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ เมื่อคนต้องการจะโทรศัพท์หาใครก็จะค้นหาหมายเลขที่จะติดต่อ คอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน

เมื่อต้องการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก็จะสอบถามหมายเลขไอพีของเครื่องที่ต้องการสื่อสารด้วยกับ DNS เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะค้นหาหมายเลขจากฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้โฮสต์ดังกล่าวทราบ ระบบ DNS แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

  1.  Name Resolvers

  2. Domain Name space
     
  3.  Name Servers

สินค้าแนะนำระบบรักษาความปลอดภัย :  กล้องวงจรปิด


กล้อง cctv ip
กล้อง cctv ip

 World Wide Web : HTTP เว็บ เป็นแอพพลิเคชันหนึ่งที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ใช้รับส่งไฟล์ HTML 

 เป็นภาษาที่ใช้อธิบายการแสดงเว็บเพจนั่นเอง จะมีโฮสต์เครื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์เรียกว่า เว็บเซิร์ฟเวอร์ ทำหน้าที่ให้บริการเอกสาร HTML

กลไกการทำงานของ HTTP เป็นโปรโตคอลที่อยู่ในแอพพลิเคชัน เป็นตัวกำหนดรูปแบบการร้องขอไฟล์ของไคลเอนท์ และรูปแบบการถ่ายโอนไฟล์จากเว็บเซิร์ฟเวอร์ไปยังไคลเอนท์ 

 หลังจากนั้นเว็บบราวเซอร์จะส่งการร้องขอผ่านเครือข่ายไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ก็จะค้นหาไฟล์ที่กำหนดซึ่งถ้าพบก็จะตอบกลับและจะแสดงไฟล์นั้นให้ผู้ใช้ดู

จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ : E – Mail เป็นอีกแอพพลิเคชันที่นิยมมากรองจากเว็บในอินเทอร์เน็ต การทำงานของอีเมลนั้นจะคล้ายกับการรับส่งจดหมายทั่ว ๆ ไป 

 ผู้ใช้สามารถรับส่งข้อความถึงกันและกันได้ ข้อได้เปรียบคือ รวดเร็ว ง่ายต่อการส่ง และถูกกว่า นอกจากข้อความธรรมดาแล้วยังสามารถส่งรูปแบบของเอกสาร HTML เราสามารถใส่ลิงค์ รูปภาพ เสียง หรือวิดีโอได้ด้วย

SNMP เป็นโปรโตคอลในแอพพลิเคชันเลเยอร์ที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการเครือข่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการประสิทธิภาพวิเคราะห์ปัญหา และให้ข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการวางแผนเพื่อการขยายเครือข่ายในอนาคต

องค์ประกอบพื้นฐานของ SNMP
การใช้งานโดยทั่วไปของโปรโตคอล SNMP จะมีอุปกรณ์เครือข่ายจำนวนมากที่ต้องการจัดการและทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ

และจำเป็นต้องติดตั้งเอเจนต์ซึ่งทำหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ตัวนั้นผ่านโปรโตคอล SNMP มายังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอล SNMP ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
 
  1.  อุปกรณ์เครือข่ายที่ต้องการบริการจัดการ
     
  2.  เอเจนต์
     
  3.  ระบบบริหารจัดการเครือข่าย

การรักษาความปลอดภัยขั้นสูง  :  รั้วไฟฟ้ากันขโมย





คำสั่งพื้นฐานของ SNMP อุปกรณ์เครือข่ายจะถูกมอนิเตอร์และควบคุมโดยใช้คำสั่งพื้นฐาน ดังนี้

  1.  Read ถูกใช้โดย NMS เพื่อมอนิเตอร์อุปกรณ์นั้น โดยอ่านและตรวจสอบข้อมูล
     
  2. Write ถูกใช้โดย NMS เพื่อควบคุมอุปกรณ์นั้น โดยจะเปลี่ยนค่าตัวแปรต่าง ๆ
     
  3. Trap เป็นข้อมูลที่อุปกรณ์นั้นส่งไปยัง NMS เมื่อมีเหตุการณ์ที่กำหนดเกิดขึ้น

RMON เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น ได้กำหนดสถิติต่าง ๆ และฟังก์ชันที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ระหว่างโปรแกรมเมเนเจอร์ 

 และ เน็ตเวิร์คโพรบ สามารถให้ข้อมูลกับผู้ดูแลรบเกี่ยวกับการวิเคราะห์ค้นหาจุดบกพร่อง สามารถปรับแต่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครือข่ายได้

การติดตั้งการใช้งาน RMON จะต้องมี 2 ส่วนที่สำคัญคือ โพรบ และ ไคลเอนท์ สำหรับการเรียกดูข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่จะมีติดตั้งในอุปกรณ์เครือข่ายเช่น เราท์เตอร์ และ สวิตช์ เป็นต้น 

 หรือเป็นซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบนเครื่อง PC ทั่วไป ต้องติดตั้งโพรบบน LAN หรือ WAN ซิกเมนต์ที่ต้องการมอนิเตอร์ ไคลเอนท์ที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการจะสื่อสารกับโพรบหรือเอเจนต์โดยใช้โปรโตคอล SNMP เพื่อเรียกดูข้อมูลใน RMON MIB


การรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน  :   สัญญาณกันขโมยไร้สาย




ip network camera (กล้องวงจรปิด)


กล้อง ip network camera

                     กล้อง IP NETWOK CAMERA  WAN เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อ และไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยใช้เทคโนโลยี LAN เครือข่าย WAN ที่รู้จักกันดีก็คืออินเทอร์เน็ต

 ข้อจำกัดในการออกแบบเครือข่าย WAN คือระยะทาง ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล เทคโนโลยี WAN มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

 แต่ปัจจุบันจะเป็นการเชื่อมต่อ LAN หลาย ๆ วงที่อยู่ห่างไกลกัน สามารถสื่อสารผ่านเครือข่าย WAN ได้ ปัจจุบันหลาย ๆ 

องค์กรมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและมีความต้องการที่จะเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น เป็นช่องทางติดต่อกับลูกค้า หรือเป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล เป็นต้น

สินค้าแนะนำระบบเฝ้าระวังความปลอดภัย  :   กล้องวงจรปิด


 
กล้อง ip network camera
กล้อง ip network camera


เทคโนโลยี WAN มีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
  1. ระบบส่งสัญญาณ การรับส่งสัญญาณนั้นมีหลายประเภทและแตกต่างกันทางด้านขนาด ประสิทธิภาพ และราคา
     
  2. อุปกรณ์เครือข่าย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท เป็นอุปกรณ์ที่ต้องการรับส่งข้อมูล, เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมต่อ, เป็นกลุ่มของสวิตช์ที่เชื่อมกันเป็นเครือข่าย
     
  3. ระบบจัดการที่อยู่
     
  4. โปรโตคอลจัดเส้นทาง

ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง  :   รั้วไฟฟ้ากันขโมย





องค์ประกอบที่สำคัญของระบบ WAN ในปัจจุบัน เป็นระบบที่ซับซ้อนแบะยากต่อการเข้าใจ ATM และเฟรมรีเลย์เป็นเทคโนโลยีที่นิยมมากในการเชื่อมต่อสองเครือข่ายที่อยู่ห่างไกลกัน 

 ซึ่งเครือข่ายทั้งสองประเภทจะรองรับทั้งข้อมูลแบบดิจิตอลและอนาล๊อก แต่ ATM จะถูกออกแบบมาสำหรับการรับส่งข้อมูลจริง เช่น วิดีโอ เป็นต้น

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจมาก และผู้ใช้ต้องการแบนด์วิธที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้มีการพันฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ 

 เพื่อทดแทนโมเด็มแบบอะนาล็อกทั่วไป xDSL เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อทดแทนโมเด็มอะนาล็อก และยังคงใช้สายโทรศัพท์ แต่สามารถให้แบนด์วิธที่สูงกว่าโมเด็มธรรมดาหลายเท่าตัว

เคเบิลโมเด็มเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาเพื่อใช้สำหรับการเชื่อมต่อเข้ากันกับอินเทอร์เน็ตและใช้สายเคเบิลทีวีเป็นสายสัญญาณ จึงให้แบนด์วิธที่สูง 

 ส่วนเทคโนโลยี ISDN ได้ถูกพัฒนาเพื่อให้บริการรับส่งข้อมูลหลายประเภทในระบบเดียวกัน เช่น โทรศัพท์ ดาต้า และ วิดิโอ เป็นต้น


ระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน  :   สัญญาณกันขโมยไร้สาย




สายกล้องวงจรปิด (CCTV) (กล้องวงจรปิด)

สายกล้องวงจรปิด (CCTV)

                    สายกล้องวงจรปิด (CCTV)  เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนอกจากสายสัญญาณเป็นสื่อนำข้อมูลแล้ว สื่อไร้สายเป็นอีกทางเลือกที่ใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่าย

 เครือข่ายท้องถิ่นใช้อากาศเป็นสื่อนำสัญญาณที่ผ่านมาจะผลิตอุปกรณ์เครือข่ายที่มีลักษณะเฉพาะ สื่อนำสัญญาณที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภท ดังนี้
  1. · สายโคแอ็กเชียล (Coaxial Cable)

  2. · สายคู่เกลียวบิด (Twisted Pairs)

  3. · สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optics) 


สินค้าแนะนำ  :   กล้องวงจรปิด



สายกล้องวงจรปิด (CCTV)
สายกล้องวงจรปิด (CCTV)

สายโคแอ็กเชียล (Coaxial Cable) เป็นสายสัญญาณที่ใช้เป็นประเภทแรก เป็นที่นิยมมากในเครือข่ายสมัยแรก ๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้สายคู่เกลียวบิดและสายใยแก้วนำแสง 

 ส่วนสายโคแอ็กเชียลเป็นสายที่ล้าสมัยสำหรับในปัจจุบัน แต่ยังมีระบบเครือข่ายบางประเภทที่ยังใช้สายประเภทนี้ สายโคแอคช์จะมีตัวนำไฟฟ้าอยู่สองส่วน 

 โดยทั่วไปแล้วจะเรียกสายโคแอ็กเชียลว่าโคแอคช์ เพราะจะเรียกง่ายกว่า โครงสร้างของสายโคแอคช์ประกอบด้วยสายทองแดงเป็นแกนกลาง 

 แล้วห่อหุ้มด้วยวัสดุที่เป็นฉนวน ชั้นต่อมาจะเป็นตัวนำไฟฟ้าอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะเป็นแผ่นโลหะบาง ๆ หรืออาจจะเป็นใยโลหะที่ถักเปียหุ้มอีกชั้นหนึ่งและสุดท้ายก็หุ้มด้วยฉนวน

และวัสดุป้องกันสายสัญญาณ สายโคแอคช์มีสองประเภท คือ แบบบางและ แบบหนา

สายคู่เกลียวบิด (Twisted Pairs) เป็นสายนำสัญญาณในระบบโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันได้เป็นมาตรฐานสายสัญญาณที่เชื่อมต่อในเครือข่ายแบบท้องถิ่น (LAN) 

 สายคู่เกลียวบิดประกอบด้วย สายทองแดงขนาดเล็กหุ้มด้วยฉนวนแล้วบิดเป็นเกลียวคู่ การบิดเป็นเกลียวของสายแต่ละคู่มีจุดประสงค์ช่วยลดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่รบกวน

ซึ่งกันและกันที่มีขายในท้องตลาดมีหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งสายสัญญาณอาจประกอบด้วยสายคู่เกลียวบิดตั้งแต่ 1 คู่ขึ้นไปจนถึง 600 คู่ในสายขนาดใหญ่ 

 สายคู่เกลียวบิดที่ใช้กับเครือข่าย LAN จะประกอบด้วยสายคู่เกลียวบิดที่ใช้ในเครือข่ายแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

STP หรือสายคู่เกลียวบิดหุ้มเกราะ เป็นแบบมีส่วนป้องกันสัญญาณรบกวน เพิ่มส่วนที่ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ซึ่งชั้นป้องกันนี้อาจเป็นแผ่นโลหะบาง ๆ 

 หรือใยโลหะที่ถักเปียเป็นตาข่ายจะห่อหุ้มสายคู่เกลียวบิดทั้งหมด จุดประสงค์ของการเพิ่มชั้นห่อหุ้มนี้เพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น คลื่นวิทยุจากแหล่งต่าง ๆ

UTP หรือสายคู่เกลียวบิดไม่หุ้มเกราะ เป็นแบบที่ไม่มีส่วนป้องกันสัญญาณรบกวน เป็นสายสัญญาณที่นิยมใช้กันมากที่สุดในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน 

 ซึ่งการใช้สายนี้ความยาวต้องไม่เกิน 100 เมตร เป็นสายคู่เกลียวบิดที่ใช้แผ่นฟอยส์เป็นซีลด์ป้องกันแทนที่จะเป็นตาข่ายถักเปีย การซีลด์แบบนี้จะป้องกันคลื่นรบกวน EMI 

 จากภายนอกเข้ามาข้างใน และจากข้างในออกข้างนอกด้วย และป้องกันคลื่นรบกวนระหว่างแต่ละคู่ของสายสัญญาณด้วย เพราะแผ่นฟอยส์นั้นจะใช้ห่อหุ้มสายเป็นคู่ ๆ แยกจากกัน

คุณสมบัติพิเศษของสายคู่เกลียวบิด
ในการรับส่งสัญญาณจำเป็นต้องใช้สายหนึ่งคู่ในการส่งสัญญาณ และอีกหนึ่งคู่ในการรับสัญญาณ ซึ่งในแต่ละคู่สายจะมีทั้งขั้วบวกและลบ 

 ซึ่งเทคนิคนี้คิดค้นขึ้นมาเพื่อที่จะกำจัดคลื่นรบกวน ที่เกิดกับสัญญาณข้อมูล ซึ่งคลื่นรบกวนนี้เกิดขึ้นได้ง่าย และเมื่อเกิดขึ้นกับสายสัญญาณแล้วจะทำให้ยากต่อการอ่านหรือแปลความหมายจากสัญญาณข้อมูล


ระบบรักษาความปลอดภัย  :  รั้วไฟฟ้ากันขโมย




 

มาตรฐานสายสัญญาณ
 ได้กำหนดมาตรฐานที่ใช้ในการผลิตสายสัญญาณ UTP โดยมาตรฐานนี้ได้แบ่งเป็นประเภทของสายออกเป็นหลายประเภทโดยแต่ละประเภทจะเรียกว่า Category N 

โดย N คือ หมายเลขที่บอกประเภท ส่วนสถาบันมาตรฐานนานาชาติได้กำหนดมาตรฐานนี้เช่นกัน โดยจะเรียกสายแต่ละประเภทเป็น Class A-G คุณสมบัติโดยทั่วไปของสายแต่ละประเภท

หัวเชื่อมต่อ สายคู่เกลียวบิดจะใช้หัวเชื่อมต่อแบบ RJ-45 ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับหัวเชื่อมต่อแบบ RJ-11 ซึ่งเป็นหัวที่ใช้ต่อสายโทรศัพท์ทั่ว ๆ ไป 

 ข้อแตกต่างของหัวเชื่อมสองประเภทนี้ หัว RJ-45 จะมีขนาดใหญ่และไม่สามารถเสียบกับปลั๊กโทรศัพท์ได้ และจะเชื่อมสายคู่เกลียวบิด 4 คู่ ในขณะที่หัว RJ-11 ใช้ได้กับสายเพียง 2 คู่เท่านั้น

สายใยแก้วนำแสง ในปัจจุบันสายสัญญาณที่ใช้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทแบ่งตามชนิดของตัวนำที่ใช้ประเภทแรกคือ

ใช้โลหะเป็นตัวนำสัญญาณ เช่น สายคู่เกลียวบิด และสายโคแอคช์ ปัญหาของสายที่มีโลหะเป็นตัวนำคือ สัญญาณที่วิ่งอยู่ภายในสายนั้นอาจจะถูกรบกวน

โดยธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า เป็นต้น และการเดินสายเป็นระยะทางไกลมาก ๆ จะมีการสูญเสียของสัญญาณเกิดขึ้น จึงใช้อุปกรณ์สำหรับทวนสัญญาณเป็นจำนวนมาก 

 มีการคิดค้นและพัฒนาสายสัญญาณแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้โลหะเป็นตัวนำคือ สายใยแก้วนำแสง ซึ่งใช้สัญญาณแสงในการส่งแทนแวดล้อมอีกด้วย

โครงสร้างของใยแก้วนำแสง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ส่วนที่เป็นแกน ซึ่งจะอยู่ตรงกลางหรือชั้นในแล้วหุ้มด้วยส่วนห่อหุ้ม แล้วถูกห่อหุ้มด้วยส่วนก

ป้องกันอีกชั้นหนึ่ง โดยแต่ละส่วนนั้นทำด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงต่างกัน ทั้งนี้ก็เพราะต้องคำนึงถึงหลักการหักเหและสะท้อนกลับหมดของแสง ส่วนที่เหลือก็จะเป็นส่วนที่ช่วยในการติดตั้งสายสัญญาณได้ง่ายขึ้น

คลื่นแสงและไฟเบอร์ออฟติก ทำจากใยแก้วขนาดเล็กซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ แกนหรือคอร์ และถูกห่อหุ้มด้วยแคลดดิ้ง 

 แสงที่เป็นตัวนำสัญญาณจะถูกส่องเข้าไปในคอร์ มีค่าดัชนีหักเหไม่เท่ากัน ทำให้แสงกระทบผิวของ แคลดดิงแล้วสะท้อนกลับหมด ทำให้แสงเดินทางเฉพาะส่วนที่เป็นคอร์ไปจนถึงปลายทาง

การทดสอบสายไฟเบอร์ เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จะใช้งานนั้นจำเป็นที่ต้องทดสอบสายก่อน เพื่อให้แน่ใจว่า สายนั้นใช้รับส่งข้อมูลได้ตามต้องการ ด้วยการทดสอบดังนี้

  1. · การทดสอบด้านแมคานิก
  2. · การทดสอบด้านกายภาพ
  3. · การทดสอบเกี่ยวกับคุณสมบัติของสาย
  4. · การทดสอบเกี่ยวกับการรับส่งสัญญาณ

ระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน  :  สัญญาณกันขโมย




กล้องวงจรปิดอินเตอร์เน็ต (กล้องวงจรปิด)

กล้องวงจรปิดอินเตอร์เน็ต

กล้องวงจรปิดอินเตอร์เน็ต  การที่คอมพิวเตอร์จะเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายได้ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานดังต่อไปนี้
  1. · คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง
  2. · เน็ตเวิร์คการ์ด หรือ NIC เป็นการ์ดที่เสียบเข้ากับช่องบนเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
  3. · สื่อกลางและอุปกรณ์สำหรับการรับส่งข้อมูล
  4. · โปรโตคอล เป็นภาษาที่คอมพิวเตอร์ใช้สื่อสารกันผ่านเครือข่าย
  5. · ระบบปฏิบัติการเครือข่ายหรือ NOS ระบบปฎิบัติการเครือข่ายจะเป็นตัวที่คอยจัดการเกี่ยวกับการใช้งานเครือข่ายของผู้ใช้แต่ละคน
เน็ตเวิร์คการ์ด เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย ส่วนใหญ่จะเรียกว่า NIC (Network Interface Card) หรือบางทีก็เรียกว่า 

 แลนการ์ด อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่แปลงข้อมูลเป็นสัญญาณที่สามารถส่งไปตามสายสัญญาณหรือสื่อแบบอื่นได้ ปัจจุบันมีการ์ดหลายประเภท ออกแบบให้ใช้กับเครือข่ายประเภทต่าง ๆ 

 การ์ดแต่ละประเภทอาจใช้ได้กับสายสัญญาณบางชนิดเท่านั้น หรืออาจจะใช้ได้กับหลายชนิดก็ได้ เน็ตเวิร์คการ์ดจะติดตั้งกับคอมพิวเตอร์โดยเสียบเข้ากับช่องบนเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์


ระบบรักษาความปลอดภัยเฝ้าระวัง   :   กล้องวงจรปิด


 
กล้องวงจรปิดอินเตอร์เน็ต

สายสัญญาณ สายสัญญาณในปัจจุบันที่ใช้เป็นมาตรฐานในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อยู่ 3 ประเภท คือ

· สายโคแอ็กเชียล (Coaxial Cable)

· สายคู่เกลียวบิด (Twisted Cable)

· สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic)

สายสัญญาณแต่ละประเภทมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน และเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกใช้สายสัญญาณเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับประเภทและแบนด์วิธของเครือข่าย และรวมถึงงบประมาณค่าใช้จ่ายด้วย

สายคู่เกลียวบิด เป็นสายสัญญาณที่ได้มาตรฐานและเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน สายสัญญาณประกอบด้วยสายทองแดงที่หุ้มด้วยฉนวน 2 เส้นแล้วบิดเป็นเกลียว 

 สาเหตุที่บิดเป็นเกลียวก็เพื่อลดสัญญาณรบกวนนั่นเอง และสายสัญญาณนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็นหลายประเภท แบ่งตามคุณภาพของสาย ที่เราคุ้นเคยมากที่สุดคือ สายโทรศัพท์ที่เราใช่โดยทั่วไป


สายโคแอ็กเชียล มีลักษณะคล้ายกับสายเคเบิลทีวี มีแกนกลางเป็นทองแดงห่อหุ้มด้วยฉนวนแล้งหุ้มด้วยตาข่ายโลหะ ชั้นนอกสุดเป็นวัสดุป้องกันสายสัญญาณ 

 สายประเภทนี้นิยมใช้มากในเครือข่ายสมัยแรก ๆ แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว เปลี่ยนไปใช้สายคู่เกลียวบิดแทน

สายใยแก้วนำแสง เป็นสายที่ใช้แสงเป็นสัญญาณและใช้แก้วหรือพลาสติกในเป็นสื่อนำสัญญาณ ในขณะที่สายคู่เกลียวบิดและสายโคแอ็กเชียลใช้สัญญาณไฟฟ้าและโลหะเป็นสื่อ 

 ข้อเสียของสายสัญญาณประเภทโลหะคือ จะถูกรบกวนจากแหล่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่าง ๆ ได้ง่ายแต่สายใยแก้วนำแสงใช้สัญญาณแสงดง

นั้นจึงไม่ถูกรบกวนโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จึงทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ในอัตราที่สูงและระยะทางที่ไกลกว่า แต่การผลิต การติดตั้งและการดูแลรักษาจะยุ่งยากและราคาแพงกว่าสายที่เป็นโลหะ

การเลือกสายสัญญาณให้เหมาะกับระบบเครือข่ายนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ในปัจจุบันที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ สายคู่เกลียวบิด ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้สูง 

 สายประเภทนี้เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และฮับหรือสวิตช์ส่วนสายโคแอ็กเชียลเป็นสายสัญญาณที่ล้าสมัยไปแล้ว ส่วนสายใยแก้วนำแสงจะมีราคาแพงมากที่สุด 

แต่สามารถส่งข้อมูลได้ในอัตราที่สูง จึงนิยมใช้กับการเชื่อมต่อเส้นทางหลักของข้อมูลหรือใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างสวิตช์และเซิร์ฟเวอร์

อุปกรณ์เครือข่าย ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลในเครือข่าย หรือใช้สำหรับทวนสัญญาณเพื่อให้การส่งข้อมูลได้ในระยะที่ไกลขึ้น หรือใช้สำหรับขยายเครือข่ายให้มีขนาดใหญ่ขึ้น อุปกรณ์เครือข่ายที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น ฮับ สวิตช์ เราท์เตอร์ เป็นต้น

ฮับ (Hub) หรือเรียกว่า รีพีตเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกลุ่มของคอมพิวเตอร์ ฮับมีหน้าที่รับส่งเฟรมข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับจากพอร์ตใดพอร์ตหนึ่งไปยังทุก ๆ พอร์ตที่เหลือ 

 คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับฮับจะแชร์แบนด์วิธหรืออัตราข้อมูลของเครือข่าย ฉะนั้นยิ่งมีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้ากับฮับมากเท่าใด ยิ่งทำให้แบนด์วิธต่อคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องลดลง 

 ในปัจจุบันมีฮับหลายชนิดและหลายบริษัท ข้อแตกต่างระหว่างฮับเหล่านี้ก็เป็นจำนวนพอร์ต สายสัญญาณที่ใช้ และอัตราข้อมูลที่ฮับรองรับ

สวิตช์ (Switch) อุปกรณ์เครือข่ายที่ทำหน้าที่ในเลเยอร์ที่ 2 สวิตช์จะฉลาดกว่าฮับ สวิตช์สามารถส่งข้อมูลที่ได้รับจากพอร์ตหนึ่งไปยังเฉพาะพอร์ตที่เป็นปลายทางเท่านั้น 

 ทำให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตที่เหลือสามารถส่งข้อมูลถึงกันและกันได้ในเวลาเดียวกัน การทำเช่นนี้ทำให้อัตราการรับส่งข้อมูลหรือแบนด์วิธไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับสวิตช์ 

 คุณสมบัตินี้เครือข่ายที่ติดตั้งใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะนิยมใช้สวิตช์มากกว่าฮับ เพราะจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการชนกันของข้อมูลในเครือข่าย

เราท์เตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในเลเยอร์ 3 เราท์เตอร์จะฉลาดกว่าฮับและสวิตช์ เราท์เตอร์จะอ่านที่อยู่ของสถานีปลายทางที่ส่วนหัวของแพ็กเก็ตข้อมูล 

 เพื่อใช้ในการกำหนดหรือเลือกเส้นทางที่จะส่งแพ็กเก็ตนั้นต่อไป เราท์เตอร์จะมีข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเส้นทางให้แพ็กเก็ตเรียกว่า เราท์ติ้งเทเบิล หรือตารางการจัดเส้นทาง 

 ถ้าเส้นทางหลักเกิดขัดข้องเราท์เตอร์ก็สามารถเลือกเส้นทางใหม่ได้ นอกจากนี้เราท์เตอร์ยังสามารถส่งข้อมูลไปยังเครือข่ายทีใช้โปรโตคอลต่างกันได้ 

 และยังสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายระยะไกลได้ รวมถึงยังสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายกับเครือข่ายอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่าเช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

โปรโตคอล (Protocol) เป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูลของคอมพิวเตอร์ ดังนั้น คอมพิวเตอร์ที่ต้องการสื่อสารกันจำเป็นต้องใช้ “ภาษา” หรือโปรโตคอลเดียวกัน 

 เพราะไม่เช่นนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะสื่อสารกันไม่ได้ ปัจจะบันโปรโตคอลที่นิยมใช้มากที่สุดคือ โปรโตคอล TCP/IP 

 ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ใช้ในระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากโปรโตคอลนี้แล้วยังมีโปรโตคอลอื่น ๆ ที่ยังนิยมใช้กันอยู่อีกมาก


ระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย :   รั้วไฟฟ้ากันขโมย



 

ประเภทของเครือข่าย สามารถจำแนกออกได้หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ เช่น ขนาด ลักษณะการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปการจำแนกประเภทของเครือข่ายมีอยู่ 3 วิธีคือ

  1. · ใช้ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็นเกณฑ์ก็แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท LAN หรือเครือข่ายท้องถิ่น WAN หรือเครือข่ายบริเวณกว้าง
  2. · ใช้ลักษณะหน้าที่การทำงานของคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเป็นเกณฑ์ก็สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท Peer- to-Peer Network หรือเครือข่ายแบบเท่าเทียม Client-Server Network หรือเครือข่ายแบบผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ
  3. · ใช้ขอบเขตความเป็นเจ้าของเป็นเกณฑ์ก็สามารถแบ่งได้ ดังนี้ Intranet หรือเครือข่ายส่วนบุคคล, Internet หรือเครือข่ายสาธารณะ, Extranet หรือเครือข่ายร่วม

เครือข่ายท้องถิ่น (LAN) เป็นรากฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป เกือบทุก ๆ เครือข่ายต้องมี LAN เป็นองค์ประกอบ เครือข่าย LAN 

 อาจเป็นได้ตั้งแต่เครือข่ายแบบง่าย ๆ เช่น มีคอมพิวเตอร์สองเครื่องเชื่อมต่อกันด้วยสายสัญญาณ ไปจนถึงเครือข่ายที่ซับซ้อน เช่น มีคอมพิวเตอร์เป็นร้อย ๆ 

 เครื่องและมีอุปกรณ์เครือข่ายอื่น ๆ อีกมาก ลักษณะสำคัญของ LAN ก็คือ จะครอบคลุมพื้นที่จำกัด เครือข่ายท้องถิ่นประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์สี่เครื่อง และมีเครื่องพิมพ์ที่แชร์กันใช้ 

 เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการจัดการเครือข่าย ซึ่งเครือข่ายจะรวมกันอยู่ในห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยี LAN มีหลายประเภท เช่น Ethernet, ATM, Token Ring, FDDI เป็นต้น

อีเธอร์เน็ต ได้ถูกคิดค้นขึ้นและยังคงเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของเครือข่ายท้องถิ่น ตั้งอยู่บนมาตรฐานการส่งข้อมูลหรือโปรโตคอล 

 ซึ่งถูกใช้สำหรับการเข้าใช้สื่อกลางในการส่งสัญญาณที่แชร์กันระหว่างสถานีหรือโหนดต่าง ๆ เมื่อโหนดใดต้องการที่จะส่งข้อมูลจะต้องคอยฟังก่อนว่ามีโหนดอื่นกำลังส่งข้อมูลอยู่

หรือไม่ถ้ามีให้รอจนกว่าเครื่องนั้นส่งข้อมูลเสร็จก่อน แล้วค่อยเริ่มส่งข้อมูลและในขณะที่กำลังส่งข้อมูลอยู่นั้นต้องตรวจสอบว่ามีการชนกันของข้อมูลเกิดขึ้นหรือไม่

 ถ้ามีการชนกันให้หยูดส่งข้อมูลทันทีแล้วค่อยเริ่มส่งข้อมูลใหม่อีกครั้งเพราะไม่เช่นนั้นข้อมูลจะกลายเป็นขยะหรืออ่านไม่ได้ทันที

เมื่อมีจำนวนโหนดเพิ่มมากขึ้นความน่าจะเป็นที่ข้อมูลจะชนกันก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ นอกจากข้อแตกต่างในเรื่องของความเร็วแล้ว อีเธอร์เน็ตยังแบ่งย่อยออกเป็นแชร์อีเธอร์เน็ต และ สวิตช์อีเธอร์เน็ต 

 โดยแชร์อีเธอร์เน็ตบมีการใช้ตัวกลางร่วมกัน ในความหมายเครือข่ายก็คือ ในขณะใดขณะหนึ่งจะมีแค่สถานีเดียวที่สามารถส่งข้อมูลได้ อุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้สำหรับอชร์อีเธอร์เน็ตคือ ฮับ 

 ส่วนสวิตช์อีเธอร์เน็ต สามารถส่งข้อมูลได้หลายสถานีในเวลาเดียวกันส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในสวิตช์อีเธอร์เน็ตก็คือสวิตช์นั่นเอง

โทเคนริง เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะการเชื่อมต่อแบบวงแหวน เป็นเครือข่ายที่กำลังล้าสมัยเพราะมีการใช้น้อยลง โทเคนริงนิยมมากในการสร้างเครือข่ายสมัยแรก ๆ 

 เครือข่ายแบบนี้จะไม่มีการชนกันของข้อมูลเหมือนกับเครือข่ายแบบอีเธอร์เน็ต แต่ข้อเสียของเครือข่ายประเภทนี้จะอยู่ที่ความสามารถในการขยายเครือข่าย และการบริหารและจัดการเครือข่ายจะค่อนข้างยาก

ATM “Asynchronous Transter Mode” เป็นมาตรฐานการรับส่งข้อมูลที่กำหนดโดย ITU – T ซึ่งจะรวมบริการต่าง ๆ เช่นข้อมูล เสียง วิดีโอเข้าด้วยกัน 

 แล้วส่งเป็นเซลล์ข้อมูลที่มีขนาดเล็กและคงที่ เป็นเครือข่ายที่รองรับแบนด์วิธตั้งแต่ Mbps จนถึง Gbps ในปัจจุบันมีการใช้ไม่มากเท่ากับอีเธอร์เน็ต ด้วยเหตุที่มีลักษณะของเฟรมที่ต่างกันมาก 

 และการเชื่อมต่อกับระบบอีเธอร์เน็ตที่มีอยู่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมในการเชื่อมต่อ แนวโน้มการใช้งานในระบบนี้จึงไม่เติบโตรวดเร็วเหมือนอีเธอร์เน็ต

เครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ เครือข่ายประเภทนี้จะไม่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และไม่มีกากรแบ่งชั้นความสำคัญของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย 

 คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะมีสิทธิเท่าเทียมกันในการจัดการใช้เครือข่าย ซึ่งเรียกว่า “เพียร์” นั่นเอง เครือข่ายประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องมีผู้ดูและจัดการระบบ 

 หน้าที่นี้จะกระจายไปยังผู้ใช้แต่ละคน เนื่องจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเป็นคนกำหนดว่า ข้อมูลหรือทรัพยากรใดบ้างของเครื่องนั้นที่ต้องการแชร์กับผู้ใช้คนอื่น ๆ

การใช้งานแบบเพียร์ทูเพียร์ หรือบางทีเรียกว่า เวิร์คกรุ๊ป ซึ่งส่วนมากจะมีจำนวนน้อยกว่าสิบคน เครือข่ายประเภทนี้จะเป็นแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนมาก 

 จึงไม่จำเป็นที่ต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งมีราคาแพงมาก ราคารวมของเครือข่ายจึงถูกกว่าเครือข่ายแบบไคลเอนท์เซิร์ฟเวอร์ 

 ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครือข่ายเพียร์ทูเพียร์นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นซอฟแวร์ที่มีฟังก์ชั่น และระบบรักษาความปลอดภัยเท่ากับปฏิบัติการที่ใช้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์

เครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์นี้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมดังต่อไปนี้
  1. · มีผู้ใช้เครือข่าย 10 คน หรือน้อยกว่า
  2. · มีทรัพยากรเครือข่ายที่ต้องแชร์กันไม่มากนัก
  3. · ยังไม่มีความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
  4. · การขยายตัวของเครือข่ายไม่มากนักในอนาตคอันใกล้
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล คือ การทำให้ข้อมูลปลอดจากการถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจมีวิธีป้องกันหลายวิธี เช่น การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล กำหนดรหัสในการเข้าใช้ข้อมูล เป็นต้น 

 ผู้ใช้แต่ละคนจะต้องกำหนดรหัสลับกับทุกทรัพยากรที่แชร์ไว้ วิธีการนี้ทำให้ไม่สามารถรวมศูนย์ควบคุมเพื่อการรักษาความปลอดภัย 

 การทำลักษณะนี้ทำให้เกิดช่องโหว่เพราะอาจจะไม่ได้กำหนดระดับความปลอดภัยในเครื่องของตัวเอง


ระบบสัญญาณกันขโมยไร้สาย





ip wireless camera (กล้องวงจรปิด)

กล้อง ip wireless camera

                     กล้อง ip wireless camera โปรโตคอลที่นิยมใช้กันมากในเครือข่ายปัจจุบันได้แก่ TCP/IP เป็นโปรโตคอลพื้นฐานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุด

เป็นที่ทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นส่วนที่สำคัญในชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบัน จึงได้เป็นโปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ในองค์กรธุรกิจและรัฐบาล 

 ซึ่งได้ถูกพัฒนาและวิจัยมาเพื่อใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่ต่างระบบกันให้สามารถสื่อสารกันผ่านเครือข่ายได้ ขั้นตอนการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อนจึงแบ่งเป็นชั้นย่อยหรือเลเยอร์ 

 เพื่อเป็นการแยกการทำงานของแอพพลิเคชันของผู้ใช้ออกจากฮาร์ดแวร์ที่ใช้รับส่งข้อมูลเครือข่าย

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันประกอบด้วยอุปกรณ์และฮาร์ดแวร์ที่ผลิตโดยบริษัทต่าง ๆ แต่สามารถทำงานร่วมกันได้ 

เนื่องจากผลิตตามมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์กรกลาง โปรโตคอล TCP/IP เป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับเครือข่ายในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลดังนี้

· เป็นโปรโตคอลระบบเปิด

· TCP/IP ถูกออกแบบมาเพื่อให้แพลตฟอร์มต่างกันสามารถสื่อสารกันได้

· ได้พิสูจน์แล้วว่าโปรโตคอล TCP/IP เป็นโปรโตคอลที่แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพสูง และมีความสามารถในการขยายตัวสูง

· เป็นโปรโตคอลมาตรฐานสากลในการสื่อสารข้อมูลของคอมพิวเตอร์ และเป็นภาษาที่ใช้ในระบบอินเทอร์เน็ต


สินค้าแนะนำระบบรักษษความปลอดภัยพื้นฐาน  :   กล้องวงจรปิด

  
กล้อง ip wireless camera
กล้อง ip wireless camera

TCP/IP จะมีการออกแบบโปรโตคอลที่คล้ายกับแบบอ้างอิง OSI คือจะแบ่งออกเป็นเลเยอร์ แต่จะมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมต่อระหว่างระบบที่ต่างกัน ในขณะที่แบบอ้างอิง 0SI 

 จะเน้นไปที่การแบ่งการทำงานของโปรโตคอลเป็นเลเยอร์ ส่วนใหญ่จะนิยมใช้โปรโตคอล OSI ในการอธิบายการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ส่วนชุดโปรโตคอล TCP/IP เป็นที่นิยมในการนำไปใช้จริง

IP ทำหน้าที่เสมือนกับที่ทำการไปรษณีย์ มีหน้าที่จัดการรับส่งแพ็กเก็ต หรือเรียกว่า “ดาต้าแกรม” โปรโตคอล IP เป็นการให้บริการแบบคอนเน็กซันเลส 

 ทำให้มีความน่าเชื่อถือน้อยเพราะว่าไม่มีการเชื่อมต่อก่อนที่จะรับส่งข้อมูล เพราะแพ็กเก็ตอาจสูญหายระหว่างทาง 

 และถ้าข้อมูลมีหลายแพ็กเก็ตอาจเดินทางไปถึงปลายทางไม่เป็นลำดับได้ หรือมีการส่งซ้ำกันหรือส่งถึงล่าช้า

IP Address หมายถึง เลขที่บอกที่อยู่เฉพาะโหนดหรือโฮสต์ รวมถึงคอมพิวเตอร์และเราท์เตอร์ที่อยู่ในเครือข่าย หมายเลขไอพีของแต่ละเครื่องในเครือข่ายจะไม่ซ้ำกัน 

 โฮสต์หนึ่งอาจมีหมายเลขไอพีได้มากกว่าหนึ่งเลขหมายก็ได้ ปัจจุบันโปรโตคอล IP ที่ใช้งานอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเป็นเวอร์ชัน 4 

 เพื่อเป็นการง่ายหมายเลขไอพีจึงนิยมเขียนให้อยู่ในรูปแบบดอตเดซิมอลและจะง่ายต่อการจำมากกว่าหมายเลขไอพีที่อยู่ในรูปแบบเลขฐานสอง


ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง :  รั้วไฟฟ้ากันขโมย



 

หลักการทำงานของเราท์เตอร์ โฮสต์ทั่วไปจะไม่ทำเราท์ติ้งแต่โฮสต์จะมีข้อมูลเพียงพอที่จะส่งแพ็กเก็ตข้อมูลไปยังเราท์เตอร์ซึ่งจะมีเราท์เตอร์หลักของแต่ละเครือข่ายเรียกว่า “ดีฟอลด์เราท์เตอร์” 

 เมื่อต้องการที่จะส่งแพ็กเก็ตไปยังคนละเครือข่ายกันก็จะส่งไปยังเราท์เตอร์แทน การส่งแพ็กเก็ตระหว่างโฮสต์นั้นจะมีอยู่สองกรณีคือ โฮสต์ปลายทางอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

โดยโฮสต์จะตรวจสอบหมายเลขเครือข่ายของโฮสต์ปลายทางว่าอยู่เครือข่ายเดียวกันหรือไม่ ถ้าอยู่แพ็กเก็ตจะถูกส่งตรงไปยังโฮสต์ปลายทางโดยไม่ต้องผ่านเราท์เตอร์ 

 ในกรณีที่สองที่โฮสต์ปลายทางอยู่คนละเครือข่าย โฮสต์ที่จะส่งก็จะใช้โปรโตคอลแล้วส่งแพ็กเก็ตไปยังเราท์เตอร์นั้น เราท์เตอร์ก็จะทำหน้าที่ส่งต่อแพ็กเก็ตนั้นให้กับโฮสต์ 

 จะเห็นได้ว่าการค้นหาเส้นทางของโฮสต์นั้นง่าย แค่ต้องทราบว่าโฮสต์ปลายทางอยู่ในเครือข่ายเดียวกันหรือไม่เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ก็ส่งแพ็กเก็ตต่อให้เราท์เตอร์จัดการต่อไป

TCP จะแบ่งย่อยขั้นตอนในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ออกเป็น 4 เลเยอร์ เลเยอร์ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของ TCP/IP คือ ทรานสปอร์ตเลเยอร์ 

 และอินเทอร์เน็ตเลเยอร์ โปรโตคอลที่ทำงานในชั้นทรานสปอร์ตเลเยอร์มีอยู่ 2 โปรโตคอล คือ TCP และ UDP โปรโตคอล TCP จะให้บริการแบบคอนเน็กซันโอเร็นเต็ด

ซึ่งเป็นการให้บริการที่เชื่อถือได้ ส่วน UDP จะให้บริการแบบคอนเน็กซันเลส ซึ่งเป็นการให้บริการแบบมีความเชื่อถือได้ต่ำ แต่มีข้อดีของ UDP คือ มีประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลจะดีกว่า


อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยภายในบ้าน :  สัญญาณกันขโมยไร้สาย




ระบบ Wireless LAN กล้องวงจรปิด

กล้องไอพีไร้สาย  กับระบบ   Wireless LAN

               กล้องไอพีไร้สาย  กับ WLAN ระบบเครือข่ายท้องถิ่นแบบไร้สาย เป็นระบบสื่อสารข้อมูลที่ส่งสัญญาณผ่านอากาศโดยใช้คลื่นวิทยุหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 

 ไม่ต้องติดตั้งสายสัญญาณ ทำให้เครือข่ายมีความยืดหยุ่นสูงสะดวกต่อการใช้งานและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านค่าใช้จ่ายสายนำสัญญาณ 

 ปัจจุบันกล้องวงจรปิดไร้สาย หรือเครือข่ายไร้สายส่วนใหญ่จะสามารถรับส่งข้อมูลได้มากซึ่งเพียงพอต่อการเชื่อมต่อกับเครื่องไคลเอนท์ทั่ว ๆ ไป 

 ประโยชน์ของการใช้ระบบนี้ก็คือ ความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย และกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คซึ่งเคลื่อนย้ายบ่อย

การที่ไม่ต้องติดตั้งสายสัญญาณเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญแต่ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือยังต้องมีการพัฒนาเพิ่ม 

 ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการติดตั้งกล้องวงจรปิดด้วยเทคโนโลยีเครือข่าย ที่ไม่สามารถติดตั้งสายสัญญาณได้ ในอนาคต WLAN 

 อาจเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่จำเป็นต้องมีเครือข่ายขององค์กรก็ได้ การเติบโตของเครือข่ายและการให้บริการผ่านเครือข่ายเป็นข้อพิสูจน์ที่สำคัญของการแชร์ข้อมูล ข้อดีของเครือข่ายไร้สายมีดังนี้ 

สินค้าแนะนำ :  ระบบกล้องวงจรปิด



กล้องไอพีไร้สาย
กล้องไอพีไร้สาย
  1. · ความคล่องตัว (Mobility) สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายที่ไหนก็ได้ภายในองค์กร
  2. · ความสะดวกในการติดตั้งและจัดการง่าย
  3. · ความยืดหยุ่น
  4. · ประหยัดค่าใช้จ่าย
  5. · ความสามารถในการขยายเครือข่าย
  6. · ความเสถียร
  7. · การรักษาความปลอดภัย
  8. · ระยะทาง
  9. · ความเร็ว

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การใช้สัญญาณเป็นสื่อกลางนำสัญญาณแล้ว อากาศก็เป็นสื่อนำสัญญาณได้ เรียกว่า เครือข่ายแบบไร้สาย 

 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสัญญาณส่งข้อมูลในทุก ๆ การสื่อสารที่กล่าวมาทั้งหมด แม้กระทั่งการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์มือถือ ก็ต้องใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งสิ้น 

 คลื่นเม่เหล็กไฟฟ้ามีความถี่สูงจะมีความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานสูง ถ้ามีความถี่ต่ำจะมีความยาวคลื่นยาวแต่มีพลังงานต่ำ คุณลักษณะของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท

  1. · ความเปราะบาง
  2. · ทิศทางของการเดินทาง
  3. · ช่องความถี่



เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย แบ่งออกเป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทจะใช้ช่วงความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ ต่างกัน ดังนี้

  1. · ช่วงครอบคลื่นวิทยุ
  2. · ช่วงความถี่แคบหรือช่วงความถี่เดียวของคลื่นวิทยุ
  3. · อินฟราเรด
  4. · เลเซอร์

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสองประเภทแรกจะถูกควบคุมการใช้ความถี่ซึ่งจะควบคุมการแผ่กระจายคลื่นโดยการกำหนดกำลังส่งสัญญาณ 

 ส่วนอีกสองประเภทสัญญาณจะถูกกำจัดโดยคุณสมบัติของคลื่นแสง ไม่สามารถเดินทางผ่านวัตถุทึบแสงแม้กระดาษบาง ๆ ยังไม่สามารถเดินทางผ่านได้



โทโปโลยีของ WLAN เป็นแบบธรรมดาหรืออาจจะซับซ้อนก็ได้ แบบที่ง่ายก็เชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องติดตั้งเน็ตเวิร์คการ์ดแบบไร้สาย

 ส่วนเครือข่ายผสมระหว่างไร้สายกับใช้สายจะมีจุดเชื่อมต่อระหว่างสองเครือข่าย และถ้าต้องการขยายเครือข่ายก็สามารถทำได้โดยการใช้แอ็กเซสพอยด์หลาย ๆ เครื่อง

ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง  :   รั้วไฟฟ้ากันขโมย




 

ในการเชื่อมต่อเครือข่ายไวร์เลสแลนนั้นสามารถเชื่อมต่อได้ 3 แบบคือ

  1. แอดฮอคเน็ตเวิร์ค หรือเพียร์ทูเพียร์ โดยแต่ละเครื่องจะเชื่อมต่อกันเอง เครื่องไหนที่ต้องการสื่อสารกับเครื่องไหนจะเชื่อมต่อกันเอง

  2. อินฟราสตัคเจอร์ เป็นแบบมาตรฐานที่นิยมใช้กันทั่วไปจะมีแอ็กเซสพอยต์เป็นตัวกลางในการสื่อสารกันระหว่างเน็ตเวิร์คในส่วนอื่น ๆ

  3. พอยต์ทูพอยต์ ในการเชื่อมต่อปกติแอ็กเซสพอยต์จะทำหน้าที่เป็นเสมือนเซิร์ฟเวอร์ที่รอรับการเชื่อมต่อจากไคลเอนท์ในบริเวณนั้น การใช้งานเช่นนี้ยางที่ก็เรียกว่าการสื่อสารแบบพอยต์ทูพอยต์

เครื่องมือสำหรับ WLAN การที่จะดูแลระบบไวร์เลสแลนนั้นจำเป็นที่ต้องมีเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ และสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายไวร์เลสแลนได้ 

 สามารถดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตและสามารถใช้งานได้ฟรี ในการจัดการไวร์เลสแลนนั้นยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาให้เป็นมาตรฐานอยู่ 

 อุปกรณ์ไวร์เลสแลนส่วนใหญ่จะมีซอฟแวร์สำหรับไคลเอนท์และการกำหนดค่าคอนฟิกของช่องสัญญาณคลื่นวิทยุที่ใช้ ปัจจุบันก็มีเครื่องมือวิเคราะห์ไวร์เลสแลน 

 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับดักจับและถอดรหัสทราฟฟิกของไวร์เลสแลน สามารถวิเคราะห์เกี่ยวกับความแรงของคลื่น และอาจสามารถวัดและคำนวณประสิทธิภาพของและแต่ละไวร์เลสแลนหรือช่วยในการวิเคราะห์หาจุดเสียของอินเตอร์เฟส


การรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน :  สัญญาณกันขโมยไร้สาย




อุปกรณ์สายสัญญาณ กล้องวงจรปิด


อุปกรณ์ CCTV  ด้วยสาย LAN

                    อุปกรณ์ CCTV ด้วยสาย  LAN ก็คือเครือข่ายเฉพาะบริเวณ โทคโนโลยีถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสำหรับการสร้างเครือข่ายในบริเวณใดหรือบริเวณหนึ่ง 

 อาจจะอยู่ในห้องเดียวกันหรือกลุ่มอาคารใกล้ ๆ กัน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเครือข่ายข้อมูลความเร็วสูงที่สามารถตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาด

ระหว่างการรับส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเน้นความเร็วมากกว่าระยะทาง LAN เป็นรากฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป เทคโนโลยี LAN 

 มีหลายประเภทแต่ที่นิยมกันมากที่สุดในปัจจุบัน คือ อีเธอร์เน็ต การเลือกใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ควรให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานเครือข่ายขององค์กร

สินค้าแนะนำระบบเฝ้าระวัง :  กล้องวงจรปิด


 
อุปกรณ์ CCTV
 อุปกรณ์ CCTV

เทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่น ในการสร้างเครือข่ายท้องถิ่นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เช่นโปรโตคอลที่ใช้ในการรับส่งข้อมูล 

 สายสัญญาณและอุปกรณ์เครือข่ายที่จำเป็น เทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่นที่สำคัญ เช่น อีเธอร์เน็ตและเครือข่ายท้องถิ่นแบบไร้สาย ซึ่งก็เป็นที่นิยมในปัจจุบันและบ้างก็กำลังล้าสมัย

อีเธอร์เน็ต เป็นฐานหลักของเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครือข่ายแบบท้องถิ่นที่เป็นที่นิยมมากที่สุดและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 

 โดยสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง คือ การเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลหรือแบนด์วิธ

รั้วไฟฟ้ากันขโมย




 

โทเคนริง บริษัท IBM ได้ครือพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายให้เป็นที่นิยมมากรองมาจากอีเธอร์เน็ต ถึงแม้ว่ามาตรฐานของบริษัทฯจะเหมือนกันเกือบหมด

 ก็ยังมีบางข้อกำหนดที่แตกต่างกัน เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับโทโปโลยีว่าเป็นแบบดวงดาว รวมถึงข้อแตกต่างอื่น เช่น ประเภทสายสัญญาณที่ใช้

 รูปแบบการเชื่อมต่อโทเคนริงจะเชื่อมทุกสถานีโดยตรงกับโทเคนริงฮับ ซึ่งถ้ามีมากกว่าหนึ่งฮับขึ้นไปการพ่วงต่อฮับต้องเป็นรูปแบบวงแหวน 

 การส่งข้อมูลเครือข่ายโทเคนริงเรียกว่าโทเคน จะส่งเฟรมข้อมูลต่อ ๆ กันเป็นวงกลม สถานีที่ได้รับโทเคนเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ที่จะส่งข้อมูลไปในเครือข่าย

 เมื่อได้รับแล้วแต่ไม่มีข้อมูลที่จะส่งก็ต้องส่งต่อไปยังสถานีถัดไป การส่งข้อมูลแต่ละสถานีจะมีเวลาจำกัดในการส่งข้อมูล

Wireless LAN เป็นเครือข่ายท้องถิ่นแบบไร้สายหรือไวไฟ เป็นระบบสื่อสารข้อมูลที่มีความยืดหยุ่น จะนิยมติดตั้งเพิ่มเติมแทนระบบใช้สายสัญญาณ 

 และใช้อากาศเป็นตัวนำสัญญาณ ทำให้ลดปริมาณสายสัญญาณที่ใช้ ที่สำคัญของการใช้ระบบนี้คือ ความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีการเคลื่อนย้ายบ่อย

นอกจากการใช้สายสัญญาณเป็นสื่อกลางแล้วอากาศก็เป็นสื่อนำสัญญาณได้เช่นกัน ซึ่งเรียกว่าเครือข่ายแบบไร้สาย ที่สำคัญข้อได้เปรียบของเครือข่ายไร้สายคือการติดตั้งไม่ยุ่งยาก 

 เพราะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสายสัญญาณ ปัจจุบันกำลังมีการพัฒนามาตรฐานซึ่งจะสามารถส่งข้อมูลได้มากถึง 600 Mbps


ระบบรักษาความปลอดภัย :  สัญญาณกันขโมยไร้สาย




การเลือกซื้อกล้องวงจรปิด กับการใช้เครื่อข่ายในงานระบบ (กล้องวงจรปิด)

การเลือกซื้อกล้องวงจรปิด  

กับการใช้เครื่อข่ายในงานระบบ


                การเลือกซื้อกล้องวงจรปิด  แม้ในปัจจุบันจะมีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อจัดการเครือข่าย แต่ระบบลูกผสมที่ง่ายต่อการปรับแต่งทั้งตัวกล้องดิจิทัล 

หรือเครื่องบันทึก (DVR) บนเครือข่ายยังได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งจะเป็นวงจรปิดลุกผสม ทั้งที่มีผู้ปฏิบัติงาน 2 คน เครื่องบันทึก DVR จำนวน 3 เครื่อง 

มีกล้องอะนาล็อกต่อเข้าเตรื่อง DVR และมีกล้องระบบเครือข่าย (Network camera) 2 กล้อง ระบบผสมนี้กล้องอะนาล็อกต่อเข้ากับ DVR 

ขณะกล้องวงจรปิดไร้สายเน็ทเวิร์คกล้อง IP ต่อเข้ากับสวิตช์เน็ทเวิร์ค กล้องอะนาล็อกสามารถบันทึกดิจิทัลได้ ซึ่งนิยมใช้มาก

ในปัจจุบัน ขณะที่มีการนำเอาเครื่องพิมพ์ระบบเน็ทเวิร์คผสมเข้ามา เป็นการผูกโยง (Attached) ที่เรียกว่าอุปกรณ์เน็ทเวิร์คแอเรียลตอเรจ (NAS)

กล้องวงจรปิดในระบบที่เรียกว่า PTZ หมายถึงกล้องชนิดที่สามารถส่ายกวาดซ้ายขวา (Pan) ก้มเงย (Tilt) และดึงภาพใกล้ไกล (Zoom) จะควบคุมมาจากคอนโซลหลัก 

การควบคุมต้องทำผ่านคีย์บอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ยังสามารถควบคุมจากจุดที่สองได้ด้วยโปรแกรม (ซอฟแวร์)


สินค้าแนะนำระบบรักษาความปลอดภัย :  กล้องวงจรปิด  


 
การเลือกซื้อกล้องวงจรปิด   กับการใช้เครื่อข่ายในงานระบบ
การเลือกซื้อกล้องวงจรปิด

การตรวจสอบสัญญาณภาพกล้องวงจรปิด

การตรวจสอบสัญญาณใช้ทั้งในกรณีของการตรวจสอบคุณภาพของอุปกรณ์ และการวิเคราะห์ความบกพร่องของระบบ 

การตรวจสอบคุณภาพของกล้องวงจรปิดนิยมใช้แพทเทิร์นของ CCTV Labs ที่เป็นการพิมพ์ลงในกระดาษขนาดใหญ่กว่า A3 แล้วใช้กล้องที่ต้องการทดสอบจับภาพออกมา

เงื่อนไขของการตรวจสอบคือ เลนส์ของกล้องที่ใช้ต้องเป็นเลนส์คุณภาพสูง มิฉะนั้นปัญหาคุณภพาของกล้องจะเกิดจากเลนส์ มอนิเตอร์ที่ใช้ต้องคุณภาพสูง 

ไม่เช่นนั้นความผิดเพี้ยนของมอนิเตอร์ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาคุณภาพกล้อง ใช้เครื่องวัดแสงให้ได้แสง 1 ลักซ์ต่อ 1 ตารางเมตร โดยสังเกตภาพดังนี้

ก.จับภาพโฟกัสไปที่กึ่งกลางที่เป็นแฉกสี่เหลี่ยม เขียนใต้กรอบว่า Focus target ปรับโฟกัสให้ดีที่สุด หากภาพที่ออกมาเฟรมภาพไม่ตรงหรือภาพเต้น ให้ปรับปุ่ม V-HOLD ของจอมอนิเตอร์

ข.ทางขวาถัดจากกรอบโฟกัส เป็นการตรวจสอบความละเอียดภาพทางแนวนอน (Horizontal resolution) ทางด้านล่างเป็นการทดสอบในแนวตั้ง (Vertical resolution) 

การทดสอบแนวนอนจะใช้เส้นแนวนอนเพื่อดูว่าเส้นแนวนี้เต้นขยับหรือไม่ ให้ดูว่าตำแหน่งไหนที่เส้น 4 เส้นบรรจบกัน (กลายเป็นเส้นเดียวกัน) ตำแหน่งนั้นคือตำแหน่งรายละเอียดความชัด (Resolution) ของแต่ละแนว

ค.การวัดแบนด์วิดธ์ ใช้แถบที่เหมือนบาร์กราฟด้านซ้ายบนที่เขียนว่า Bandwidth in MHz เทียบกับบาร์กราฟเอียง 4 องศาที่อยู่ด้านบนของวงกลมโฟกัส 

รั้วไฟฟ้า






ดูจากความชัดของเส้นเอียง หากเส้นเลือนเข้าหากันแสดงว่าความถี่ชุดนั้นตอบสนองไม่ได้ การตรวจสอบที่กล่าวมาเป็นการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ 

แต่สำหรับงานวิเคราะห์ข้อบกพร่องในภาคสนาม ต้องใช้เครื่องกำเนิดสัญญาณ TPG-8 เป็นตัวกำเนิดสัญญาณ 

ส่งสัญญาณแทนกล้องแล้วจับสัญญาณออกมาด้วยออสซิลโลสโคปหรือมอนิเตอร์ จะบอกถึงวิธีการวัดตรวจสอบว่าสามารถวิเคราะห์อะไรได้บ้าง

การใช้เครื่องกำเนิดสัญญาณจึงสามารถบอกข้อสงสัยเรื่องสัญญาณบกพร่อง ผิดเพี้ยน (โดยการวัดเทียบ) ทดสอบเพื่อปรับแต่งมอนิเตอร์ให้ถูกต้อง วัดว่าสัญญาณดิจิทัลสมบูรณ์หรือไม่ เป็นต้น

การปรับเฟสกล้อง (V-phase adjustment) เมื่อใช้กล้องมากกว่า 1 ตัว การสแกนต้องมีจังหวะพร้อมกัน ไม่นั้นแล้วเวลาตัดต่อภาพผสมกัน 

ภาพจะล้ม จึงต้องปรับเฟสของกล้องตัวลูกหรือปรับเจนเนอเรเตอร์ล็อค ด้วยการปรับ V-Phase ที่ตัวกล้อง ใช้ออสซิลโสโคปวัดเทียบ ให้ซิงค์พัลส์ของทั้ง 2 กล้องตรงกัน

โดยสรุปแล้ว ระบบภาพกล้องวงจรปิด (CCTV) เป็นภาพของการนำองค์รวมของเทคโนโลยีทั้งภาพดิจิทัล ภาพอนาล็อก เครื่องส่งและเน็ทเวิร์ค 

มารวมอยู่ในที่เดียวกัน การที่จะเข้าใจระบบอย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องมีพื้นฐานระบบดังที่กล่าวมาด้วยจึงจะทำให้ความเข้าใจเรื่องนี้มีความชัดเจนมากขึ้น


ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน :  สัญญาณกันขโมยไร้สาย




กล้องวงจรปิดที่ใช้งานกับจอมอนิเตอร์ (กล้องวงจรปิด)

กล้องวงจรปิดที่ใช้งานกับจอมอนิเตอร์


มอนิเตอร์ (Monitor) เป็นตัวแสดงผลที่อาจเป็นจอแบบโทรทัศน์ (Cathode ray tube : CRT) หรือจอผลึกเหลว (Liquid crystal display : LCD) พลาสมา (Plama) 

หรือออร์แกนิคแอลอีดี (Organic LED : OLED) ความแตกต่างของมอนิเตอร์กล้องวงจรปิดกับโทรทัศน์ หลักใหญ่จะอยู่ที่อิมพีแดนซ์ที่รับเข้ามา 

เพราะจอมอนิเตอร์อาจมาจากสายสัญญาณระยะไกลที่ต้องมีอิมพีแดนซ์สูง ในขณะที่สายระยะสั้นใช้สายอิมพีแดนซ์ต่ำได้ ส่วนสายนำสัญญาณของโทรทัศน์เป็นสายอิมพีแดนซ์ต่ำอย่างเดียว

สินค้าแนะนำ :  กล้องวงจรปิด



 

จอนูนหรือจอแก้ว (CRT) ใช้การแสดงผลโดยหลอดภาพที่เป็นหลอดสุญญากาศ ด้วยการสแกนอนาล็อกดังแสดงแผนผังการทำงานไว้ในรูป 

ลักษณะเบื้องต้นเหมือนกับเครื่องรับโทรทัศน์ แต่ไม่มีภาครับสถานี (Tuner) รับสัญญาณภาพรวมเข้ามาทำการขยาย สัญญาณภาพนั้นส่งมากับสายนำสัญญาณ

ซึ่งอาจเป็นชนิดมีอิมพีแดนซ์สูงหรือต่ำก็ได้ ที่ตัวเครื่องจึงต้องมีสวิตซ์เลือกอิมพีแดนซ์ไว้รองรับจากนั้นจึงส่งสัญญาณไปขยายส่งให้หลอดภาพ ยิงแสงออกไปยังหน้าจอ

เนื่องจากการเกิดภาพของมอนิเตอร์แบบนี้ใช้การสแกนสอดแทรกเส้นเว้นเส้น การที่เส้นภาพจะเรียงถูกต้องนั้นต้องอาศัยสัญญาณซิงโครไนซ์ควบคุม 

สัญญาณนั้นอาจมาจากภายนอกหรือเอมาจากสัญญาณภาพ ก่อนแยกเพื่อควบคุม 2 ทางคือแนวนอน (Horizontal) และแนวตั้ง (Vertical) 

นำไปบังคับขดลวดที่ติดไว้กับคอหลอด ให้การสแกนเส้นภาพแนวตั้งและแนวนอน (การเบี่ยงเบนอิเล็กตรอนกวาดลำแสง) ถูกต้อง


ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง  :   รั้วไฟฟ้ากันขโมย

 
กล้องวงจรปิดที่ใช้งานกับจอมอนิเตอร์  Monitor
กล้องวงจรปิดที่ใช้งานกับจอมอนิเตอร์  Monitor

ส่วนของจอภาพนั้นหากเป็นจอสีจะมีแคโทด 3 อันเพื่อยิงอิเล็กตรอน 3 ลำ โดยมีคอนโทรลกริดเป็นตะแกรงบีบลำอิเล็กตรอน กระบอกสกรีนกริดทำหน้าที่เร่งการเดินทางอิเล็กตรอน 

โฟกัสกริดทำให้แสงยิงไปยังจุดสีถูกต้องคมชัด ที่หน้าจอลำอิเล้กตรอนจะยิ่งผ่านร่องสล๊อตหน้ากากไปยังฟอสเฟอร์สี 3 สี ทำให้เกิดการเรืองแสงจากการผสมของแม่สี 3 สี เป็นสีสันต่างๆขึ้น

จอแบน (Flat-screen digital) จอมอนิเตอร์แบบแบนที่นำมาใช้ ต้องใช้การสร้างภาพด้วยราสเตอร์กราฟิกส์ ดิจิทัลอิมเมจหรือไม่ก็บิตแม็ป 

รายละเอียดของภาพขึ้นอยู่กับจำนวนบิตในแต่ละพิกเซล (พิกเซลหมายถึงองค์ประกอบภาพ) ในส่วนของสีก็เช่นเดียวกัน หากใน 1 พิกเซลใช้ข้อมูล 8 บิตจะให้สีได้ 256 เฉดสี 

หากใช้ข้อมูล 16 บิตได้เฉดสี (เรียกว่าไฮคัลเลอร์) ใช้ข้อมูล 24 บิต ให้เฉดสี 16,777,216 เฉดสี (เรียกว่าทรูคัลเลอร์)

จอแบนแบบ LCD แยกย่อยออกเป็น 2 ชนิด คือชนิดดูอัลสแกนทวิสต์เนเมติก (DSTN) หรือระบบแพสซีฟ และชนิดธินฟิล์มทรานซิสเตอร์ (TFT) 

หรือชนิดแอ็กตีฟแมตริกซ์ซึ่งมีหลอดไฟฟลูออเนสเซ็นต์แบ็คอั๊พอยู่ข้างจอ มีตุดเด่นที่ให้อัตราความเข้มภาพไม่น้อยกว่า 400 ต่อ 1 

เนื่องจากไม่ต้องมีระบบปรับสี (คอนเวอร์เยนซ์) เหมือนจอ CRT มีความชัดเจนสูง โดยมาตรฐานความชัดได้แยกออกเป็นรายระดับ เช่น VGA (600 x 480), 

SVGA (800 x 600), XGA (1024 x 768), HDTV (1280 x 720), HDTV (1920 x 1080), WUXGA (1920 x 1200) เป็นต้น ตัวเลขในวงเล็บหมายถึงจุดภาพในแนวนอนคูณจุดภาพในแนวตั้งของแต่ละพิกเซล

การมองภาพกล้องวงจรปิดจากมอนิเตอร์ต้องมีระยะพอเหมาะ ไม่ใกล้เกินไปเพราะจะทำให้สายตาเสีย องค์กรโทรคมนาคมนานาชาติ ITU 

จึงได้กำหนดระยะการมองมอนิเตอร์เอาไว้ เช่น 9 นิ้ว (23ซม.) ควรอยู่ที่ 0.9 เมตร จอ 12 นิ้ว (31 ซม.) อยู่ที่ 1.2 เมตร จอ 14 นิ้ว (36 ซม.) อยู่ที่ 1.6 เมตร จอ 17 นิ้ว (43 ซม.) อยู่ที่ 1.8 เมตร จอ 21 นิ้ว (53 ซม.) อยู่ที่ 2.2 เมตร เป็นต้น


ระบบสัญญาณกันขโมยไร้สาย




กล้องวงจรปิด (CCTV) กับสายไฟเบอร์ออฟติค (กล้องวงจรปิด)

กล้องวงจรปิด CCTV กับสายไฟเบอร์ออฟติค


สายไฟเบอร์ออฟติค (Fiber optic) ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับงานโทรคมนาคมและการส่งสัญญาณก่อนนำมาใช้เพื่อส่งสัญญาณภาพ มันถูกคิดค้นมาใช้ในทศวรรษ 1920-1930 

จนกระทั่งทศวรรษ 1950 เมื่อแคปะนี ได้ใช้ไฟเบอร์กระจกที่เรียกว่า Clad หรือ Glass-coated คำว่าไฟเบอร์ออฟติคจึงเกิดขึ้น 

ในการนำมาใช้งานจริงนั้นเกิดขึ้นเมื่อ เคซี เคา และ ยีเอฮอคแคม นักวิจัยจากห้องทดสอบมาตรฐานโทรคมนาคมของประเทศอังกฤษ 

ได้นำมาใช้ด้วยวิธีการเดียวกับเวฟไกด์ของสายอากาศ มีอัตราลดทอนสัญญาณ 0.001% ต่อกิโลเมตร หรือ 1000dB ต่อกิโลเมตร จนปี พ.ศ.2413 แคปรอน และมูเรอร์ 

ได้ผลิตไฟเบอร์ออปติค ที่ให้การลดทอนสัญญาณน้อยกว่า 20dB ต่อกิโลเมตร ทำให้สามารถส่งสัญญาณในระยะไกลและมีแบนด์วิดธ์กว้าง โดยส่งไปในรูปพลังงานแสง

สินค้าแนะนำระบบเฝ้าระวังความปลอดภัย :  กล้องวงจรปิด



สายไฟเบอร์ออฟติค (Fiber optic)
สายไฟเบอร์ออฟติค (Fiber optic)

กล้องวงจรปิดที่ใช้งานกับไฟเบอร์ออฟติคทำงานด้วยการหักเห (หรือสะท้อน) ของแสง คล้ายกับเมื่อแสงเดินทางจากอากาศไปยังน้ำที่เดการหักเห ในทางกลับกัน 

หากมองจากน้ำผ่านขึ้นมายังอากาศ เหมือนปลาที่จ้องฮุบแมงปอที่บินเหนือน้ำ ปลาจะเห็นแมลงปออยู่ในระดับต่ำกว่าปกติเมื่อมองขึ้นไปด้านบน 

แต่หากมุมของการมองไกลออกไปสายตาจะไม่สามารถมองทะลุออกไปในอากาศได้ แต่จะตกกลับลงมาที่ผืนน้ำ เช่นเดียวกันกับโครงสร้างของไฟเบอร์ออฟติค 

ที่มีชั้นในเป็นแกน (Core) ชั้นนอกเป็นตัวหุ้ม (Cladding) หากแสงมีมุมตกเป็นมุมแคบ แสงจะสูญหายเพราะหักเหออกไปในไฟเบอร์ตัวหุ้ม 

แต่หากมุมกว้างขึ้นแสงสะท้อนจะเคลื่อนที่ไปตามแกนในของสาย การจะให้ผลของแสงออกไปในปริมาณและรูปแบบใดขึ้นอยู่กับชนิดไฟเบอร์


ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง :  รั้วไฟฟ้า 



 

ใยแก้วนำแสงโดยทั่วไปที่นิยมใช้กันมี 3 ชนิด


1.ชนิดสเต็ปอินเด็กซ์

2.ชนิดมัลติโหมดหรือเกรดอินเด็กซ์

3.ชนิดซิงเกิลโหมด

การทำงานของระบบภาพที่ส่งผ่านไฟเบอร์ออฟติค เริ่มจากระบบง่ายสุด ที่ภาพจากกล้องวงจรปิดส่งเข้าเครื่องส่งเข้าเครื่องส่งที่มีบล็อกไดอะแกรม (วงจรแผนผัง) 

ก่อนขับกระแสให้กับหลอดไดโอดเปล่งแสง (แอลอีดี) ส่งออกคอนเน็กเตอร์ (ที่มีค่าการสูญเสียน้อยๆ) ไปยังสายไฟเบอร์ออฟติค หรือสรุปได้ว่าเครื่องส่งทำหน้าที่แปลงสัญญาณภาพเป็นแสง 

เพื่อส่งไปตามสายไฟเบอร์ออฟติคแตกต่างจากกล้องวงจรปิดไร้สาย


สัญญาณกันขโมยไร้สาย



 

ส่วนระบบของเครื่องรับเป็นไปตาม เครื่องรับรับสัญญาณจากสายไฟเบอร์ไปเข้าพิณไดโอดแปลงจากแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนขยายสัญญาณให้มีความแรงเพียงพอต่อการต่อเข้ามอนิเตอร์

อุปกรณ์สำคัญของระบบเบื้องต้นนี้คือหลอดไดโอดเปล่งแสง (Light emitting diode หรือ LED) เพราะเป็นอุปกร์แปลงกระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานแสง 

การเคลื่อนที่ของกระแสผ่านฟังชั่นของแอลอีดีทำให้มีการปล่อยพลังงานโฟตอนออกมาเป็นแสง แสงดังกล่าวต้องส่งผ่านเลนส์ ให้กระจายออกมาเป็นมุมรูปกรวย เพื่อบีบลำแสงก่อนส่งเข้าสายไฟเบอร์ออฟติค

แม้การใช้สายไฟเบอร์ออฟติคจะมีราคาแพงต่อการลงทุนในระยะแรก แต่ในระยะยาวถือว่าคุ้มค่าเพราะคุณภาพของสัญญาณดีกว่าสาย UTP หรือโคแอ็กเชียล ทั้งยังทำงานกับความถี่สูงได้ดีกว่า